30 วันเปลี่ยนนิสัย “เก็บเงินไม่อยู่” ให้กลายเป็น “มีเงินเก็บ” แบบไม่กดดัน
แชร์ทริค 30 วันเปลี่ยนนิสัย “เก็บเงินไม่อยู่” ให้กลายเป็น “มีเงินเก็บ” แบบสนุกและไม่กดดัน
เงินเดือนออกปุ๊บ เงินหายปั๊บ! หลายคนตั้งใจว่าจะเริ่มเก็บเงิน แต่พอถึงสิ้นเดือนกลับพบว่า เอ๊ะ! เงินเราหายไปไหนหมด? บางคนหมดไปกับค่าใช้จ่ายจำเป็น บางคนแพ้ทางโปรโมชัน ส่วนบางคนรู้ตัวอีกทีก็ช้อปเพลินจนต้องบอกตัวเองซ้ำๆว่า “เดือนหน้าค่อยเริ่มใหม่”
แต่จริง ๆ แล้วการเก็บเงินไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการหักเงินก้อนใหญ่ หรือบังคับตัวเองให้ใช้ชีวิตแบบสุดประหยัดเสมอไป เพราะหัวใจสำคัญคือการค่อย ๆ สร้าง “นิสัยการออม” ให้เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ
วันนี้ PPTV Wealth เลยจะชวนทุกคนลองเปลี่ยนการเก็บเงินให้เป็นเกมสนุก ๆ ด้วย 5 ชาเลนจ์เก็บเงินใน 30 วัน จาก Kept By Krungsri ที่เริ่มจากเงินจำนวนไม่มาก และปรับให้เข้ากับกำลังของตัวเองได้ ใครที่เคยคิดว่า ฉันเก็บเงินไม่อยู่หรอก อาจได้เห็นเงินก้อนเล็ก ๆ โตขึ้นแบบไม่รู้ตัว
8 เหตุผล ทำไมเราถึง “เก็บเงินไม่อยู่”?
ก่อนอื่นเลยก่อนที่เราจะเริ่มชาเลนจ์ ลองสำรวจตัวเองก่อนว่า เงินของเรามักจะหายไปกับอะไร เพราะปัญหาเก็บเงินไม่อยู่ไม่ได้เกิดจากการใช้เงินเก่งเพียงอย่างเดียว แต่อาจมาจากพฤติกรรมเล็ก ๆ ที่สะสมกันทุกวัน
1. ใช้ก่อน แล้วค่อยคิดว่าจะเก็บ
เงินเดือนเข้าปุ๊บก็เริ่มจ่าย ทั้งค่ากิน ค่าเดินทาง ค่าช้อปปิ้ง จนสุดท้ายเหลือไม่พอสำหรับการออม วิธีง่าย ๆ คือเปลี่ยนเป็น “ออมก่อนใช้” เช่น แบ่งเงิน 5–10% ของรายได้เข้าบัญชีออมทันทีที่เงินเดือนออก
2. ช้อปตามอารมณ์
เครียดก็ซื้อ เหงาก็ซื้อ เห็นคำว่า “ลดราคา” ก็รู้สึกว่าต้องรีบคว้าไว้ การตั้งกฎง่าย ๆ อย่าง รอ 24 ชั่วโมงก่อนซื้อของที่ไม่จำเป็น อาจช่วยให้แยกได้ว่า “อยากได้” หรือ “จำเป็นต้องมี” กันแน่
3. ไม่มีเป้าหมายในการออม
การเก็บเงินแบบไม่มีจุดหมายอาจทำให้รู้สึกว่าเก็บไปก็ไม่รู้เพื่ออะไร ลองตั้งเป้าหมายให้ชัด เช่น เงินเที่ยวต่างประเทศ เงินฉุกเฉิน เงินดาวน์บ้าน หรือเงินลงทุน เพราะเมื่อรู้ว่าเก็บไปเพื่ออะไร การอดใจไม่ใช้ก็ทำได้ง่ายขึ้น
4. เงินรั่วจากรายจ่ายจุกจิก
กาแฟวันละ 100 บาทอาจดูไม่มาก แต่ถ้าซื้อทุกวันก็ประมาณ 3,000 บาทต่อเดือน รายจ่ายเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ จึงไม่ควรมองข้าม ลองจดค่าใช้จ่ายสัก 30 วัน แล้วจะเห็นชัดขึ้นว่าเงินของเราหายไปกับอะไร
5. ใช้บัตรเครดิตเพลินเกินไป
“รูดก่อน จ่ายทีหลัง” ทำให้รู้สึกว่าเรายังมีเงินเหลือ ทั้งที่จริง ๆ แล้วเป็นรายจ่ายที่กำลังจะมาถึง หากใช้บัตรเครดิต ควรใช้เท่าที่สามารถชำระคืนเต็มจำนวนได้ และอาจกันเงินสดไว้ทันทีทุกครั้งที่รูด เพื่อไม่ให้ถึงวันจ่ายบิลแล้วเงินไม่พอ
6. เงินออมอยู่ปนกับเงินใช้จ่าย
มีเงินอยู่ในบัญชีเดียวกันก็มีโอกาสหยิบมาใช้ได้ง่าย ลองแยกบัญชีสำหรับเงินออมออกจากบัญชีใช้จ่าย และตั้งโอนอัตโนมัติทุกเดือน จะช่วยลดโอกาส “เผลอใช้เงินเก็บ”
7. เก็บเงินแบบเอาจริงเอาจังเกินไป จนทำไม่ต่อเนื่อง
บางคนเริ่มต้นด้วยเป้าหมายใหญ่ ตั้งใจเก็บเดือนละหลายพันบาท แต่พอเจอค่าใช้จ่ายไม่คาดคิดก็ทำไม่ได้และเลิกไปเลย การเริ่มจากจำนวนเล็ก ๆ แต่ทำได้ต่อเนื่อง อาจดีกว่าการตั้งเป้าสูงแล้วทำได้เพียงไม่กี่วัน
8. ยังขาดทักษะในการจัดการเงิน
การออมไม่ใช่แค่เรื่องของวินัย แต่ยังเกี่ยวกับการวางแผนรายรับ-รายจ่าย การตั้งเป้าหมาย และการรู้จักจัดลำดับความสำคัญของเงิน ยิ่งเข้าใจเรื่องเงินมากขึ้น ก็ยิ่งมีโอกาสควบคุมเงินได้ดีขึ้น
5 ชาเลนจ์เก็บเงิน 30 วัน สำหรับคนที่ “เก็บเงินไม่อยู่”
เมื่อรู้แล้วว่าเงินมักหายไปทางไหน ก็ถึงเวลาลองเปลี่ยนการออมให้เป็นชาเลนจ์ 30 วัน โดยไม่ต้องกดดันตัวเองว่าจะต้องเก็บให้ได้หลักพันหรือหลักหมื่นตั้งแต่เดือนแรก
1. ชาเลนจ์ “เหรียญไม่กลับบ้าน”
เริ่มง่ายที่สุดด้วยการเก็บเงินทอนและเหรียญทุกวัน เมื่อกลับถึงบ้านให้หยอดกระปุกทันที จำนวนเงินอาจไม่มาก แต่เป้าหมายของชาเลนจ์นี้ไม่ใช่การทำเงินก้อนใหญ่ แต่คือการฝึกสมองให้รู้จักคำว่าได้เงินมาแล้วต้องแบ่งเก็บ แล้วพอครบ 30 วันลองเปิดกระปุกดู อาจได้เห็นเงินก้อนเล็ก ๆ ที่เกิดจากการเก็บทีละนิดโดยไม่รู้ตัว
2. ชาเลนจ์ “วันละ 20 บาท”
สำหรับคนที่อยากเริ่มออมแบบไม่รู้สึกหนัก ลองเก็บวันละ 20 บาท ถ้าทำได้ทุกวันตลอด 30 วัน จะมีเงินเพิ่มขึ้น 600 บาท และหากทำต่อเนื่องครบ 1 ปี จะกลายเป็น 7,300 บาท แม้เงิน 20 บาทอาจดูเล็ก แต่สิ่งที่ได้มากกว่าจำนวนเงินคือ “ความสม่ำเสมอ” เพราะเมื่อทำจนติดเป็นนิสัยแล้ว การเพิ่มจำนวนเงินในอนาคตก็จะง่ายขึ้น
3. ชาเลนจ์ “เก็บเงินตามวันเกิด”
ลองกำหนดวันหนึ่งในแต่ละสัปดาห์ให้เป็น “วันออมเงิน” โดยอาจเลือกวันเกิดของตัวเอง เช่น เกิดวันจันทร์ ก็ออมทุกวันจันทร์ สัปดาห์ละ 100 บาท เมื่อครบ 1 ปี จะมีเงินเก็บประมาณ 5,200 บาท ข้อดีของวิธีนี้คือไม่ต้องเก็บทุกวัน และยังสามารถตั้งชื่อเงินก้อนนี้ให้สนุกขึ้นได้ เช่น “กองทุนเที่ยววันเกิด” หรือ “เงินให้รางวัลตัวเอง”
4. ชาเลนจ์ “ออมตามอายุ”
อีกวิธีที่ทำได้ง่ายคือเก็บเงินตามอายุของตัวเองในแต่ละวัน อายุ 25 ปี เก็บวันละ 25 บาท หรือ อายุ 30 ปี เก็บวันละ 30 บาท หากอายุ 30 ปีและทำต่อเนื่องทุกวัน 1 ปี จะมีเงินประมาณ 10,950 บาท แต่ไม่จำเป็นต้องยึดตัวเลขแบบเป๊ะ ๆ หากวันไหนมีค่าใช้จ่ายมาก ก็ลดจำนวนลงได้ เป้าหมายสำคัญคือทำให้การออมเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ
5. ชาเลนจ์ “ใช้เท่าไร ออมกลับเท่านั้น”
ใครที่รู้ตัวว่าเป็นสายใช้เงินเก่ง ลองใช้วิธีนี้เป็นเกมท้าทายตัวเอง โดยกำหนดเปอร์เซ็นต์จากยอดใช้จ่ายในแต่ละวัน เช่น ตั้งกติกาว่า ใช้เงินเท่าไร ต้องเก็บกลับ 5% ถ้าวันนี้ใช้ 1,000 บาท ก็เก็บ 50 บาท ถ้าใช้ 500 บาท ก็เก็บ 25 บาท วิธีนี้ช่วยให้เราเห็นความสัมพันธ์ระหว่าง “เงินที่ใช้” กับ “เงินที่เก็บ” ชัดขึ้น และอาจทำให้เริ่มคิดก่อนซื้อว่า ถ้าใช้เงินก้อนนี้ เราจะต้องออมเพิ่มอีกเท่าไร
เก็บเงินไม่อยู่ ไม่ได้แปลว่าเก็บเงินไม่ได้
สุดท้ายแล้ว การออมไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเงินก้อนใหญ่ และไม่จำเป็นต้องทำให้ชีวิตตึงจนไม่มีความสุข เพราะเป้าหมายของการเก็บเงินคือการทำให้เราบริหารเงินได้ดีขึ้น ไม่ใช่การห้ามตัวเองใช้เงินทุกอย่าง
สำหรับคนที่เคยลองเก็บเงินแล้วล้มเหลวหลายครั้ง อาจลองลดความคาดหวังลง แล้วเริ่มจาก 30 วันแรก ให้ได้ก่อนเพราะบางทีสิ่งที่เราต้องการอาจไม่ใช่ “วิธีเก็บเงินที่ดีที่สุด” แต่คือ วิธีที่เราทำต่อเนื่องได้จริง
จาก 20 บาทต่อวัน อาจกลายเป็น 50 บาท จากหนึ่งบัญชีออมเงิน อาจกลายเป็นเงินสำรองฉุกเฉิน และจากชาเลนจ์ 30 วัน อาจกลายเป็นนิสัยทางการเงินที่ติดตัวไปอีกหลายปีเริ่มเล็กๆก่อนได้ แต่อย่าหยุดเริ่ม เพราะเงินก้อนใหญ่ในวันข้างหน้า อาจเริ่มต้นจากเงินเพียงไม่กี่บาทในวันนี้
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB